Uncategorized

กถกฬิ

กถกฬิ เป็นหนึ่งในการแสดงที่งดงามด้วยศิลปะการร่ายรำแบบเก่าแก่ ดินแดนที่มีการแสดงกถกฬินี้ ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณทางตอนใต้ของคาบสมุทรข่าน บริเวณแคว้นเกรฬ และดินแดนใกล้เคียงของอินเดีย โดยคำว่า “กถกฬิ” หมายถึง การเล่นเรื่องนิยาย มาจากการสมาสของคำสองคำ คือ “กถ” เป็นคำในภาษาสันสกฤต แปลว่า นิยาย และ “กฬิ” เป็นคำในภาษามลยาลัม แปลว่า การเล่น ซึ่งเรื่องที่นิยมนำมาใช้ในการแสดงกถกฬิ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวในรามายณะ , มหาภารตะ และเรื่องสำคัญๆในคัมภีร์ปุราณะ   การแสดง “กถกฬิ” ได้รับความนิยมจากคนทุกชนชั้นทั่วประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบดินแดนอินเดียทางตอนใต้ ซึ่งในสมัยเริ่มแรกกถกฬิจะแสดงแต่เฉพาะในเทวสถาน หรือในราชสำนักเท่านั้น จนกระทั่งต่อมาได้รับอนุญาตให้แสดงนอกเทวสถาน เพื่อให้คนในชนชั้นอื่นๆได้มีโอกาสรับชมอย่างทั่วถึง   สำหรับตัวละครสำคัญที่ปรากฏในการแสดงกถกฬิ สามารถแบ่งได้เป็น ๓ จำพวก คือ   ๑. สัตตวิก เป็นตัวละครที่เป็นเทพเจ้าผู้มีคุณธรรม เช่น พระนารายณ์ พระอินทร์ เป็นต้น ๒. รัชสิก เป็นตัวละครวีรบุรุษที่เป็นมนุษย์ เช่น พระราม พระลักษณ์ […]

เทวะตำนาน

พระสวามีอัยยัพปา

พระราชาศรีกาลา ทรงเป็นพระราชาที่เปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพ และความกล้าหาญ ทำให้พสกนิกรอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขและถือเป็นยุคทองแห่งราชอาณาจักร แต่อย่างไรก็ตามตัวของพระราชาก็ยังทรงกลุ้มพระทัยเนื่องจากไม่มีทายาทสืบราชบัลลังค์ ในทุกวันพระองค์จึงทรงไปขอพรจากพระศิวะเทพเพื่อให้ประทานบุตรให้ อีกด้านหนึ่งอสูรมหิงสาสุรัน บุตรแห่งรัมบัน เข้าพิธีทรมานตนเองอย่างหนัก จนกระทั่งร้อนไปถึงองค์พรหมเทพ จนกระทั่งมาปรากฎพระองค์เบื้องหน้าอสูร และให้พรแก่อสูรนั้น โดยพรข้อนั้น คือ ขอไม่ให้มนุษย์ใดในโลกสามารถทำร้ายและฆ่าตนได้ เมื่อได้รับพรแล้ว มหิงสาสุรัน ก็เริ่มนำกำลังทัพเข้ารุกราน และฆ่าคนบนโลกอย่างสยดสยอง ทำให้คนทั้งหลายทั้งโกรธทั้งกลัวต่างพากันวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง     เหล่าเทวดาเห็นถึงความร้ายกาจของมหิงสาสุรันจึงได้ทูลขอให้พระจันธิกาช่วยปรามพระจันธิกาพยายามพูดให้มหิง สาสุรันให้ลดความอำมหิตลงโดยทรงบอกให้นำพรที่ได้จากพระพรหมไปใช้ในทางที่ถูกที่ควร แต่มหิงสาสุรันไม่ฟัง ยังคงฆ่าคนต่อไป จนในท้ายที่สุดพระจันธิกาจบชีวิตมหิงสาสุรันลง มหิงสี บุตรตรีแห่งคารัม ซึ่งเป็นพี่ชายของรัมบัน เห็นลูกพี่ลูกน้องตนถูกเหล่าเทวดาฆ่าตาย ด้วยความพยาบาทนางอสูรจึงประกอบพิธีทรมานตนเพื่อขอพรแก่พระพรหม จนท้ายที่สุดก็ได้รับพรจากพระพรหม องค์พรหมเทพเกรงว่าจะเหมือนครั้งก่อนจึงให้เงื่อนไขว่า เจ้าจะขอพรอันใดก็ได้ ยกเว้นเสียแต่ขอพรให้มีชีวิตอมตะ มหิงสีจึงขอพระพรหมว่า ขอให้ทั้งสามโลกไม่มีผู้ใดฆ่านางได้ยกเว้นเสียแต่บุตรอันเกิดจากองค์วิษณุและองค์ศิวะเทพเท่านั้น เมื่อได้พรนางมหิงสีนำกำลังเข้าบุกเทวโลกและมนุษย์โลกทันที     ด้วยการที่เหล่าเทวาทั้งหลายได้หลบหนีไปคนละทิศทางนั้น ได้บุกรุกไปยังอาศรมของฤาษีท่านหนึ่ง ฤาษีนั้นโกรธที่ถูกบุกรุกเลยสาปแช่ง เหล่าเทวดากลัวต่อคำสาบแช่งนั้น จึงได้ไปขอร้องให้องค์วิษณุเทพช่วย มหาวิษณุกล่าวว่าการที่จะทำให้คำสาปนั้นสูญสลายไปก็มีอยู่แต่ของสิ่งนั้นต้องไปนำมาจากเทวโลก แต่ตอนนี้มหิงสีได้ครอบครองอยู่ ด้วยความต้องการช่วยเหลือเหล่าเทวา พระองค์จึงเนรมิตกายเป็นสตรีเพศ นามว่า โมหิณี เข้าไปยังเมืองของมหิงสี แต่ตอนกลับองค์ศิวะเทพทรงทอดพระเนตรเห็นองค์วิษณุเทพที่อยู่ในรูปของนางโมหิณีเข้า จึงเกิดพอพระทัย […]

Uncategorized

คัมภีร์ภควทฺคีตา

คัมภัร์ภควทฺคีตา • กฤษฺณไทฺวปายนวฺยาส [ปริวรรต: เกียรติขจร ชัยเธียร]   คัมภีร์ภควทคีตาฉบับนี้สามารถดาวโหลดได้ที่   http://www.thungyai.org/_jayadhira/Books/BhagavadGita/Bhagavad-Gita.pdf     ทั้งนี้ทั้งนั้นผมต้องขอบพระคุณท่านผู้ทำการแปลและนำมาเผยแพร่ โดยมีข้อแม้ที่ว่า   สงวนลิขสิทธิ์ ๒๕๔๗ สำนวนฉบับแปลโดยผู้แปล ห้ามเผยแพร่ในเชิงพาณิชย์   ขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ   ***************************************************   คัมภีร์ “ศรีมทฺภควทฺคีตา” ถือเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวได้ว่าเป็นอุปนิษทฺหนึ่งของฮินดู ที่ปัจจุบันยังไม่อาจได้ข้อยุติว่ารจนามาแต่ครั้งกาลใด. แต่สาระสำคัญนั้นอยู่ที่เนื้อหาที่รจนาไว้เหมือนสูตรที่รวบรวมปรัชญาฮินดู โยคะไว้ทั้งหมด. คนไทยโดยมากได้แต่รับรู้ว่าเป็นคำสนธนาระหว่างศรีกฤษฺณกับศรีอรชุนผ่านการ เล่าเรื่องของสญฺชย (มหาดเล็กของท้าวธฤฺตราษฺฏฺรที่มีพระเนตรบอดจึงมอบดวงตาทิพย์แก่สญฺชยเพื่อ ให้บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆให้ฟัง) ก่อนการเริ่มต้นสงครามมหาภารต ณ ทุ่งกุรุเกฺษตร โดยน้อยคนนักจะได้เคยอ่านโศฺลกต้นฉบับจริงๆว่ามีเนื้อหาอย่างไร. ความจริงแล้วเนื้อหาในคำภีร์ภควทฺคีตาทั้งหมดรจนาขึ้นในเชิงอุปมาอุปมัยทั้งสิ้น (หากเทียบของพุทธก็คงจะเทียบได้กับภาวะของพุทธองค์ขณะบำเพ็ญเพียรเพื่อเอาชนะมาร (มารวิชย) ก่อนที่พุทธองค์จะบรรลุนิพาน). ดังนั้นหากเราตัดความคิดในเชิงปุราณวิทยาที่เคยรับรู้มาเกี่ยวกับคำภีร์นี้ทิ้งไป จะเห็นสัจธรรมของปรัชญาฮินดูว่าลุ่มลึกและกว้างขวางมากมายอย่างเหลือคณา. จึงไม่แปลกเลยว่าทำไมนักคิดนักเขียนของตะวันตกที่มีชื่อเสียงหลายๆคน ต่างได้รับอิทธิพลจากการอ่านคัมภีร์นี้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Herman Hesse, Friedrich Nietzsche, Leo Tolstoy, […]

เทวะตำนาน

พระกฤษณะ

พระกฤษณะเป็นหลานตาของกษัตริย์ ณ มถุรานคร พระกษัตริยมรมพระนามว่าอุคระเสน พระกษัตริย์มีบุตร 2 คน พญากงส์และนางเทวกี นางเทวกีได้สมรสกับพระวสุเทพ ต่อมาพญากงส์กบฎต่อพระบิดา ได้จับพระบิดาอุคระเสนและพี่สาวพี่เขยขังไว้ โหรทำนายว่าบุตรคนที่แปดของนางเทวกีจะฆ่าพญากงส์ พญากงส์จึงฆ่าลูกทุกคนของนางเทวกี หลังจากฆ่าหกคนแรกแล้ว คนที่เจ็ดแท้ง พระกฤษณะเป็นคนที่แปด พระวสุเทพสามารถลักลอบเอาพระกฤษณะไปฝากให้โคบาลชื่อนันทะและนางยโศธาเลี้ยง … ที่มาและกำเนิดพระกฤษณะ …     พระวิษณุเทพ มีหลายภาคหลายอวตาน ซึ่งแต่ละอวตานนั้นพระองค์ลงมาเพื่อช่วยปราบอสูร และยุคเข็ญทั้งหลาย และ มีอยู่อวตานหนึ่งซึ่งพระองค์ถือกำเนิดจากพระวสุเทพ     กำเนิดพระกฤษณะ   พระราชาศูรปกครองชาวสุรเสนในนครมธุรา มีลูกด้วยกันสองคน คนโดเป็นผู้ชายชื่อเจ้าชายวสุเทพ อีกคนเป้นลูกสาวชื่อเจ้าหญิง กุณตี ท้าวอุรุเสนนั้นมีลูกมากซึ่งลูกที่เป็นรัชทายาทและเกเรมากชื่อว่า ท้าวกังษะ     ตอนหลังได้จับพ่อไปขังและขึ้นครองราชย์แทน ด้วยความที่ท้าวกังษะนั้นค่อนข้างโหดเหี้ยมทารุณกลัวว่าท้าววสุเทพเพื่อนรัก นั้นจะไม่ช่วยเหลือคนในการครองราชย์บ้านเมืองจึงยกน้องสาวชื่อ นางเทวกี ((ท้าวกังษะ มีน้องสาวสองคน คือ นางเทวกีและนางโมหิณี) และก็ได้อยู่ช่วยงานท้าวกังษะ ซึ่งยังความเดือดร้อนแก่คนในเมืองเป็นอย่างมาก ต้องส่งส่วยนมเนยทุกวัน   วันหนึ่งท้าวกังษะกำลังจะออกประภาสป่าก็ได้มีพบพระนารัทมุนีมายืนตัดหน้าแล้วบอกว่า เรามาที่นี่เพื่อจะบอกว่า […]

เทวะตำนาน

พระอันนาปุราณะ

พระอันนาปุราณะเทวี ในภาษาสันสฤต อันนา หมายถึง อาหาร และ ปุระณะ หมายถึง ความสมบูรณ์พร้อม ดังนั้นพระอันนาปุราณะ จึงหมายถึงเทวีผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์ทางด้านอาหารการกิน โดยพระองค์ทรงมีพลังอำนาจที่จะสามารถประทานอาหารได้อย่างไม่มีวันหมด ดังนันแล้วพระองค์จึงเป็นที่เคารพและสักการะแก่ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับอาหาร (เป็นอีกภาคปางหนึ่งของพระปารวตี)   เทวรูปหรือรูปเคารพของพระองค์จะถูกตั้งอยู่บนโต๊ะอาหาร, ร้านอาหารต่างๆ หรือแม้กระทั่งห้องครัว โดยก่อนที่จะลงมือทาน, ทำอาหาร รวมไปถึงก่อนเปิดกิจการร้านอาหารในแต่ละวัน ผู้ที่บูชาจะทำการบูชาพระองค์ก่อนเสมอ โดยมีความเชื่อกันว่าถ้าใครบูชาพระแม่อันนาปุราณะ ตลอดชีวิตของผู้นั้นจะไม่เผชิญกับความอดอยาก และพรของพระองค์จะทำให้อาหารที่กินไปนั้นเป็นอาหารศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้ทานจะไม่เจ็บไม่ป่วย มีชีวิตเป็นอมตะ และมีพละกำลังมหาศาล     ตำนานของพระอันนาปุราณะ         การบูชาพระอันนาปุราณะนี้เกิดขึ้นมานานด้วยสาเหตุที่ว่าอยู่ๆ อาหารทั้งหมดบนโลกได้ถูกทำลายและสูญสลายหายไปจนหมดสิ้น ไม่ว่ากระทั่งพื้นที่ทำกิน หรือแม้แต่ในยุ้งฉางของชาวบ้าน จนทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากด้วยภาวะอดอยาก ไม่มีสิ่งใดที่จะให้บริโภคเพื่อประทังความหิว ผู้คนทั้งหลายจึงได้ทำการสวดบูชาอ้อนวอนถึงพระพรหมเทพ โดยให้พระพรหมหาวิถีทางช่วยขจัดปัดเป่าทุกข์และความแล้นแค้นในครั้งนี้ ทำให้เดือดร้อนถึงพระพรหมจนกระทั่งได้ไปอ้อนวอนต่อพระวิณุให้ช่วยเหลือ จากนั้นทั้งสองพระองค์จึงได้ไปปลุกพระศิวะมหาเทพให้ออกจากการเจริญสมาธิ พระศิวะจึงคิดอุบายและไปขอร้องให้พระอันนาปุราณะช่วยเหลือเพื่อให้ความอุดมสมบูรณ์ทางด้านพลาหาญกลับคืนมา โดยให้พระอันนาปุราณะลงไปจุติยังโลกมนุษย์ จากนั้นพระองค์จะทรงแปลงพระวรกายของพระองค์เป็นดั่งขอทาน ไปขอประทานข้าวจากพระอันนาปุราณะ เมื่อได้ข้าวแล้ว พระศิวะจึงโปรยข้าวไปรอบๆ และเมื่อโปรยข้าวลงที่ยุ้งฉาง ยุ้งฉางที่เคยว่างเปล่าก็กลับมีพลาหาญอยู่เต็มยุ้ง พื้นนาที่ว่างเปล่า ก็กลับมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์พืชขึ้นอีกครั้ง […]

เทวะตำนาน

สัปตะมาตริกา

“สัปตะมาตริกา” พระแม่ทั้ง 7 พระองค์   พระแม่ทั้ง 7 พระองค์ เรียกว่า ” สัปตะมาตริกา ” ปรากฎอยู่ในนิกายศักติ ถือว่าเป็นบูรพเทวีที่ได้รับการเคารพบูชามาแต่โบราณ ผู้คนส่วนมากจะบูชาขอพรเพื่อการปกป้องและฝากลูกหลานไว้ให้พระองค์คอยดูแล พระแม่ทั้ง 7 องค์ถือเป็นพละกำลังฝ่ายสตรีที่ถือกำเนิดจากพระชายาแห่งเทพบุรุษโดยบรรดาพระชายาเหล่านั้นได้รับพลังจากพระแม่ศักติหรือพระแม่ศรีมหาอุมาเทวีอีกที ได้แก่     พระจามุนดี หรือ จามุนเดศวรี พระองค์ถือกำเนิดจากพลังของพระศักติ พระพักตร์ดุร้าย มี 3 พระเนตร 8 พระกร ถือตรีศูล กระบอง ลูกศร จักร คันศร สังข์ ปาศะ (บ่วงบาศก์) และ โล่ห์ เป็นศาสตราวุธทรงกระบือเป็นพาหนะ พระบาทซ้ายวางบนศีรษะของมารผู้ศิโรราบและสวดมนต์ถึงพระนาง       พระมเหศวรี พระองค์ถือกำเนิดจากพลังของพระศิวะมหาเทพ และพระอุมา มี 3 พระเนตร ผิวพระวรกายขาวบริสุทธิ์ 4 พระกร […]

เทวะตำนาน

พระศิวะ

พระศิวะจัดว่าเป็น พระเป็นเจ้าที่มีผู้เคารพรักมากที่สุดพระองค์หนึ่ง ตามเทวตำนานกล่าวว่า พระองค์มีพระกรุณาสูงส่ง มีพระวรกายสีขาวชโลมด้วยเถ้าถ่าน(ภาสมะ) ทรงมุ่นมวยพระเกศาไว้บนพระเศียร ทรงทัดพระจันทร์เป็นปิ่น(จันทรเศขร) บนยอดพระเกศามีพระคงคาไหลวนอยู่(คงคาธร) มีสามพระเนตร(ตรีเนตร) พระเนตรตรงกลางพระนลาฏ(หน้าผาก) ถ้าลืมออกดูก็จะกลายเป็นไฟบรรลัยกัลป์ผลาญ โลก ทรงมีสังวาลเป็นนาค พระศอมีสีนิล(นีลกัณฐ์) เพราะยาพิษที่ทรงเสียสละดื่ม ทรงนุ่งห่มหนังเสือหรือหนังช้าง มีสองพระกร บ้างก็ว่าสี่พระกร ทรงตรีศูลเป็นอาวุธสำคัญ มีพระอุมาฯ เป็นชายา พระคเณศแลพระสกันทะ (ไทยเรียก-ขันธกุมาร อินเดียใต้เรียก-พระสุพรหมัณย์) เป็นโอรส มีพระนิเวศที่เขาไกรลาศ รูปที่นิยมทำคือรูปทรงเข้าสมาธิ เพราะทรงเป็นบรมโยคี บ้างก็นิยมทำเป็นรูปมีห้าพระพักตร์อันเป็นสัญลักษณ์แสดงมูลธาตุทั้งห้าของ โลกคือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และอวกาศ

เทวะตำนาน

ตรีปุณทร

คนทั้งหลายที่ได้กราบไหว้บูชาต่อพระศิวะเทพแล้วจะได้รับพรแห่งความผาสุกและ ความร่ำรวย มีฐานะสูงขึ้น บาปกรรมต่างๆ ไม่กล้ากล้ำกลายต่อคนเหล่านี้ ผู้ได้ท่องสวดถึงพระนามของพระศิวะเทพตลอดกาล   เป็นสิ่งที่แน่นอนว่าผลบุญ ที่ทำขึ้นจากการได้จาริกแสงบุญไปยังสถานที่ทาง ศาสนาทั้งหลายนำมาซึ่งความสดชื่น ยินดี ขจัดบาปทั้งหลาย การจุ่มตัวลงในแม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ตริเวณี (เป็นสถานที่ซึ่งแม่น้ำคงคาและแม่น้ำยมนา แม่น้ำสรัสวตี ไหลมารวมกัน)   พระนามของพระศิวะเทพ, ขี้เถ้าถ่าน และ เมล็ดรุทรากษะ ทั้งสามสิ่งนี้สำคัญยิ่งและมีผลเท่ากับการได้ไปชำระร่างกายในแม่น้ำ ตริเวณี ผู้ที่จะสามารถประกอบได้ทั้งสามสิ่งในเวลาเดียวกันนั้นยากที่จะได้เห็น พระพรหมทรงได้ตรัสไว้ว่า พระนามของพระศิวะเทพนั้นเท่าเทียมกับแม่น้ำคงคา เถ้าถ่านที่ใช้ทาถูกร่างกายนั้นเปรียบเหมือนแม่น้ำยมุนา เมล็ดรุทรากษะเท่ากับแม่น้ำ สรัสวตี     บาปยิ่งใหญ่ ความทุกข์โศกต่าง ๆ ผลสำเร็จรวดเร็วแห่งการประกอบพิธีทางศาสนา สามารถขจัดให้หมดสิ้นไป และยังให้เกิดผลขึ้นได้ด้วยการท่องสวดถึงพระนามทั้งหลายของพระศิวะเทพ คนผู้ได้บูชาด้วยการท่องสวดพระนามของพระองค์ในโลก ถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎแห่งพระเวทย์อย่างแท้จริง ด้วยมีวิญญาณที่มีคุณธรรม เป็นผู้คงแก่เรียนที่ดี น้ำอมฤตแห่งพระนามพระศิวะเทพนั้นต้องดื่มกิน เป็นประจำด้วยคนผู้มีความทุกข์แห่งบาปจะได้ข้ามมหาสมุทรบาปนี้ได้ คนผู้ได้ทาถูร่างกายให้บริสุทธิ์ด้วยการใช้ขี้เถ้าถ่านทางศาสนาและประกอบการ ท่องสวดถึงพระศิวะเทพหลายโกฏิ ครั้งแล้วจะหมดสิ้นความทุกข์ทรมาน   ความยิ่งใหญ่ของขี้เถ้าถ่านทางศาสนา เถ้าถ่านแห่งธรรมชาติอันเป็นมงคลนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ   มหาภัสมะ(ขี้เถ้ายิ่งใหญ่) […]

Uncategorized

บทสวดสรรเสริญพระศิวะ (วิมุกโตทัย )

บทสวดสรรเสริญพระศิวะ สันสกฤต-ไทย ศรีหริทาส อนุวาทก ศรีหริทาสแปลและให้อรรถาธิบาย คำนิยมโดย พระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าคณะพราหมณ์ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า ตาม ที่ผู้แปลได้นำ ” วิมุกโตทัย ” มาให้ได้อ่านดูแล้ว ได้เห็นถึงความมานะและอดทน ในการแปลและตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคัมภีร์ในศาสนา เพื่อจะได้มีคำสวดมนต์ถึงองค์เทพต่างๆ โดยเฉพาะองค์พระศิวะเป็นเจ้า การสวดมนต์ก็เป็นบทถึงความดีของมนุษย์ ที่กระทำความดีเพื่อให้จิตใจเบิกบาน สามารถที่จะนำวิญญาณให้ไปร่วมกับความดีสูงสุด ในการสวดมนต์ ก็เป็นการฝึกกายจิต ให้มีระเบียบของชีวิตที่จะกระทำความดีให้ยิ่งขึ้นไป การสวดมนต์ ถ้าทำด้วยความไม่รู้ก็จะเรียกว่า หลงทาง ทำไปด้วยเสียเวลา ไม่สามารถนำจิตใจให้สูงจนถึงความดีสูงสุด เรียกว่างมงาย จากคัมภีร์ที่นำมาเป็นหลักในการแปลก็เป็นความปรารถนาดีของผู้แปล แต่ความดีจะได้สมบูรณ์ ก็จะต้องศึกษาถึงองค์เทพ ที่ท่านมีจริยวัตรอย่างใด จึงทำให้เราสามารถรู้ถึงธรรมะในอวตารต่างๆ ขอให้ผู้แปลจงมีแต่ความสุขศานติ ขอให้ผู้อ่านจงมีสติ ขอให้ผู้สวดจงไม่งมงาย ขอให้ความดีจงมีแด่ท่านที่ได้ศึกษา โอม ศานติ พระราชครูวามเทพมุนี ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ แรมสิบค่ำ เดือนสาม   คำนำโดย อ.ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ ” ครู […]